วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ปริ่มสุข...ที่ร้านเค้กบ้านเปี่ยมสุข

เกือบลืมไปแล้วว่ายังค้างบันทึกการเดินทางเที่ยวเชียงใหม่อยู่อีกหนึ่งสถานที่ แต่ไม่ใช่ที่เที่ยวนะคะ เป็นที่กิน 555 นั่นก็คือ "ร้านบ้านเปี่ยมสุข" โดยเหตุผลที่เลือกร้านนี้ก็คือ หลังจากไปเลือกซื้อของฝากที่ "ตลาดวโรรสหรือกาดหลวง" เรียบร้อยแล้ว ก็ยังเหลือเวลาอีกนานกว่าจะได้เวลาขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯ แล้วก็ไม่มีแพลนจะไปเที่ยวไหนอีก ก็เลยเสิร์ชหากันในกูเกิ้ล แล้วก็เจอร้านนี้ซึ่งอยู่ใกล้ๆ งั้นก็ไปลองกันเลย

สำหรับที่ตั้งร้านก็คือ ถนนเจริญราษฎร์, ตำบลวัดเกตุ, อำเภอเมือง, จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งร้านก็จะเป็นลักษณะของตึกแถวทรงโบราณที่อยู่ติดถนน ตอนนั้นที่เราไปไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจอดรถกันตรงไหน เลยจอดไว้หน้าร้านค้าร้านหนึ่งที่เขาปิด แล้วมีพื้นที่ว่างด้านหน้าพอที่จะจอดได้โดยไม่ขวางถนน แต่มารู้ตอนหลังว่าร้านเขาให้จอดรถได้ในวัดซิกข์ฝั่งตรงข้ามค่ะ



มาดูบรรยากาศรอบๆ ร้านกันสักนิดนะคะ ร้านบรรยากาศอบอุ่นสบายๆ ไม่กว้างขวางมาก แต่ก็ไม่แออัด อาจจะเป็นรูปมุมแคบๆ หน่อยนะคะ เพราะเผอิญตอนเราเข้าไปมีลูกค้าอยู่สองโต๊ะ  เราเลยเกรงใจเขาไม่กล้าถ่ายรูปมาก

เวลาจะสั่งขนมและเครื่องดื่มให้เดินไปสั่งที่เคาร์เตอร์ได้เลยค่ะ ส่วนเมนูนั้นก็จะติดอยู่ที่ผนัง ทั้งเครื่องดื่มและเค้กค่ะ ตอนสั่งเค้กนี่เราก็ต้องขอไปส่องหน้าตาขนมหน้าตู้ก่อนค่ะ จริงๆ น่ากินแทบทุกอย่างเลยนะ แต่เราตัดสินใจเลือกมาสองจานตามด้านล่างค่ะ


รูปแรกมาดูสีสันสดใสของเครื่องดื่มกันก่อน บ่ายๆ อากาศร้อนๆ ชื้นๆ แบบนี้ก็จัดอะไรเย็นๆ เปรี้ยวหวานซ่ากันไป เรียงจากซ้ายไปขวาเลย ได้แก่ มะนาวโซดา - สตรอเบอรี่โซดา - ชามะนาว ค่ะ

ต่อไปก็มาดูหน้าตาขนมที่เราเลือกมาทั้งสองเมนูได้เลยค่ะ


จานแรกคือ "พายมะพร้าวอ่อน" อยากบอกว่ามันหอมมาก วิปครีมก็นุ่มละมุนสุดค่ะ เนื้อมะพร้าวอ่อนที่แทรกปนกับครีมมะพร้าวหอมหวานมันกำลังดีเลย ชั้นครัชท์ก็พอดีๆ คือมันพอดีกันทุกอย่าง อยากบอกว่าฟินมากกกกกก จ้วงกันจนหมดไปอย่างรวดเร็วมากแบบไม่หลงเหลือหลักฐานใดๆ เลย


จานที่สองก็คือ "บราวนี่ชีสเค้กกับกานาจช๊อกโกแลต" ไม่รู้ว่าเขียนถูกไหมนะคะ 555 อย่างที่บอกว่าเราชอบกินชีสเค้กและก็ชอบบราวนี่ด้วยค่ะ เลยต้องขอชิมซะหน่อย ชีสเค้กนิ่มๆ กับบราวนี่หนึบๆ อร่อยเข้ากันดี บราวนี่ก็ไม่หวานมากไม่ขมมาก รสชาติกลมกลืนกันอย่างพอดี ส่วนกานาจที่แต่งหน้าก็หนึบออกรสขม ซึ่งเราชอบมาก ตอนแรกไม่กล้ากินเลยกลัวมันหวานจนเลี่ยน

หลังจากกินหมดเกลี้ยงไปแล้วสองเมนู เราสามคนก็หันมามองหน้ากันแล้วตกลงกันว่าสั่งเพิ่มอีกเถอะ ยังมีเค้กน่ากินๆ ในตู้อีก เลยไปจัดมาอีกสองเมนูตามนี้ค่ะ


"เค้กมะพร้าวอ่อน" เป็นมะพร้าวอีกหนึ่งเมนู คือวันนี้กินมะพร้าวกันเยอะมาก เนื้อเค้กก็นุ่ม ครีมก็นุ่ม ส่วนครีมมะพร้าวบนหน้าเค้กก็หวานหอมกำลังดี สรุปคืออร่อย และชอบค่ะ


และนี่คือจานสุดท้าย "เค้กใบเตยมะพร้าวอ่อน" เมนูนี้มีกลิ่นอ่อนๆ ของทั้งใบเตยและมะพร้าวค่ะ เนื้อเค้กและครีมก็นุ่มๆ เหมือนเมนูก่อนหน้า เนื้อมะพร้าวอ่อนที่ใส่มาก็กำลังดี

สรุปแล้วคือชอบทั้ง 4 เมนูที่สั่งมาเลย กินลืมอ้วนกันเลยทีเดียว แต่นอกจากบรรดาเค้กต่างๆ แล้ว เราเห็นจากเมนูว่ามีพวกฮันนี่โทสต์ด้วย แต่ไม่ได้สั่งนะคะ กลัวว่าจะเลี่ยนจนอดกินอย่างอื่น เลยจัดเค้กไปสี่เมนูแทน 555

เอาเป็นว่าแนะนำให้ไปลองจริงๆ ค่ะ บอกเลยว่าบรรยากาศร้านก็น่ารัก ส่วนขนมก็อร่อย ฟินสุดๆ ไปเลย เป็นการปิดท้ายทริปเชียงใหม่ลงอย่างสวยงามค่ะ

พิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์

ด้วยนิสัยที่เป็นคนชอบเที่ยวพิพิธภัณฑ์ ชอบเที่ยวดูวัง ดูสถานที่โบราณ และก็เคยคิดมานานแล้วว่าอยากไปที่พระตำหนักแห่งนี้ เพราะเคยดูรายการท่องเที่ยวหรือสารคดีสักอย่างและรู้สึกสนใจในประวัติของสถานที่แห่งนี้ จำได้ว่าเป็นที่เพราะพันธุ์ดอกกุหลาบ "จุฬาลงกรณ์" จนในครั้งนี้ก็ได้มาเยี่ยมชมให้สมใจสักที เนื่องจากมาในช่วงที่อากาศร้อนและเริ่มมีฝนเลยมีโอกาสได้เห็นแค่ดอกกุหลาบดอกใหญ่สีสดใสที่เริ่มโรยแล้วตามรูป


ขอบอกไว้ก่อนนะคะ ว่าพิพิธภัณฑ์ที่นี่ห้ามถ่ายรูปภายใน แต่สามารถถ่ายรูปรอบนอกและสวนดอกไม้ได้

ส่วนตอนนี้ขอเริ่มที่ประวัติคร่าวๆ ของพิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์กันก่อน



พระตำหนักดาราภิรมย์ เป็นพระตำหนักของ พระราชชายาเจ้าดารารัศมี พระราชชายาใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระตำหนักแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยของพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระราชชายาดารารัศมีทรงใช้พระตำหนักหลังนี้ปฏิบัติพระกรณียกิจทั้งทางด้านเกษตรกรรม และศิลปวัฒนธรรมได้แก่ ทรงสร้างสวนทดสองการเกษตรชื่อ "สวนเจ้าสบาย" ที่ด้านข้างของพระตำหนัก ทรงฟื้นฟูศิลปหัตถกรรมล้านนา และทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ยังเป็นผู้เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างพระบรมราชวงศ์จักรีกับดินแดนล้านนาอีกด้วย




พระตำหนักแห่งนี้ตกทอดไปเป็นมรดกของทายาทของพระราชชายาฯ ก่อนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะซื้อที่ดินและพระตำหนักแห่งนี้ต่อจากทายาทของท่าน เพื่อนำมาบูรณะและจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อเป็นประโยชน์กับคนรุ่นหลังต่อไป (ที่มา: แผนพับของพิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์)

โดยภายในพิพิธภัณฑ์จะแยกสัดส่วนเป็นหลายๆ ห้องเพื่อจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้า ตลอดจนรูปถ่ายของบุคคลต่างๆ ในอดีต และเรื่องราวต่างๆ ในช่วงชีวิตของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี


นอกจากนั้นใต้ถุนพระตำหนักก็ยังมีส่วนจัดแสดงพวกอุปกรณ์ทอผ้าต่างๆ และเครื่องมือทางการเกษตรที่ถูกใช้ในการทดลองด้วย อย่างบอกว่าที่นี่ได้รับการดูแลอย่างดีมากจริงๆ ทั้งในด้านข้อมูลต่างๆ การเก็บรักษาข้าวของต่างๆ ที่ตกทอดมาให้เราได้เห็นกัน และอีกอย่างคือ ที่นี่ได้รับการดูแลเรื่องความสะอาดอย่างดีมาก คือ เราถอดรองเท้าตลอดการเดินชมทั้งบนพระตำหนักและใต้ถุนเรือน แต่พอเดินเสร็จก้มลงบอกฝ่าเท้านี่คือไม่มีรอยดำแม้แต่น้อย เล่นเอาเพื่อนร่วมทริปหันมาคุยกันเลยว่า "เฮ้ย สะอาดมากจริงๆอ่ะ"


ส่วนด้านหน้านอกจากจะมีรูปหล่อของพระราชชายาเจ้าดารารัศมีตั้งอยู่แล้ว ยังมีสนามที่มีต้นลิ้นจี่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงปลูก โดยจะมีป้ายระบุวันเวลาที่ทรงปลูกไว้ด้วย




สำหรับวันเวลาเปิดพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมได้ก็คือ วันอังคาร - วันอาทิตย์ เวลา 9.00 - 17.00 น. ส่วนอัตราค่าเข้าชมก็เพียง 20 บาทเท่านั้น

สำหรับใครที่ชอบบรรยากาศบ้านเก่าๆ ชอบอ่านหรือสนใจเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่อาจจะนอกเหนือจากตำราเรียน แนะนำให้ลองแวะมาเที่ยวชมดูได้ค่ะ แม้ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก แต่ก็มีเรื่องราวจากความทรงจำของคนในอดีตและรูปถ่ายย้อนอดีตให้เราได้มองเห็นภาพเหล่านั้นร่วมไปด้วย ถือเป็นการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไปอีกทางหนึ่ง


Mr.Chan&Miss Pauline, Italian Restaurant in Chiangmai

กว่าจะอัพเดทบล๊อกแต่ละทีต้องแล้วแต่อารมณ์มากๆ ถึงจะผ่านมาสักพักแล้วสำหรับทริปเชียงใหม่ แต่ก็จะรื้อฟื้นความทรงจำเพื่อนำเสนอประสบการณ์และความทรงจำดีระหว่างการเดินทางของตัวเอง

ร้านอาหารก็นับเป็นความทรงจำดีๆ ที่สร้างความประทับใจระหว่างการเดินทางได้ไม่ยากเลย และร้านนี้ก็นับเป็นอีกร้านที่สร้างความทรงจำดีๆ ให้เราระหว่างทริปนี้ เพราะอาหารอร่อยๆ ย่อมทำให้เราทุกคนประทับใจได้ไม่ยาก


Mr.Chan&Miss Pauline เป็นร้านอาหารอิตาเลียนที่ถูกแนะนำโดยเพื่อนเจ้าถิ่นว่าอร่อย ให้ไปลองชิมกัน ถ้าเขาแนะนำมาขนาดนี้เราก็ไม่ควรพลาดนะ หลังจากลงมาจากไหว้พระธาตุดอยสุเทพเราก็ตรงไปร้านนี้กันเลย
ที่ตั้งของร้าน: 120 ม.1 ต.หนองควาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่ (ถนนคันคลองชลประทาน เลยแยกราชพฤถษ์ ติดวัดตองกาย)

มาดูเมนูอาหารที่เราสั่งกันแบบชัดๆ พร้อมความรู้สึกของคนชิมกันเลยดีกว่าค่ะ



เริ่มต้นด้วยสลัดแบบเบาๆ กันก่อน จานนี้คือ "สลัดทูน่า" โดยทางร้านจะให้เราเลือกน้ำสลัดได้เอง จำได้ว่าน่าจะมีให้เลือก 2-3 อย่าง แต่จำไม่ได้ว่าพวกเราเลือกอะไรกันไป คล้ายๆ ว่าเป็นน้ำสลัดใสๆ สักอย่าง แต่ที่จำได้คือมันเข้ากับสลัดจานนี้มาก ผักหลากหลาย มีไข่ต้มสุกๆ และทูน่าเป็นก้อนๆ อร่อยมาก กินกันเกลี้ยงแบบไม่มีเกี่ยงกันเลย



"ผักขมอบชีส" เมนูโปรดของเราอีกเมนูสำหรับอาหารฝรั่ง (อิตาเลียน) สำหรับร้านนี้ต้องบอกว่า อร่อยอีกเช่นกัน ไม่เลี่ยนมาก อบมาแบบกรอบๆ โดยเฉพาะตรงขอบกรอบมาก ผักกับชีส รวมทั้งเบคอนก็มาในสัดส่วนที่เหมาะสม



เข้าสู่จานที่สาม "grilled salmon" ที่เสิร์ฟพร้อมกับ มันบด แซลมอนค่อนข้างจะสุกไปหน่อย เลยรู้สึกว่ามันแข็งไม่หน่อย แต่มันบดอร่อยมาก นวลๆ ละมุนๆ กินเพลินลืมกลัวอ้วน (คืออ้วนเกินกว่าจะกลัวแล้ว 555)



จานต่อไป คือ "สปาเกตตี้หมึกดำผัดน้ำมันมะกอกซีฟู้ด" อย่างที่เห็นจากรูปค่ะว่า ซีฟู้ดตู้มขนาดไหน มาเป็นเป็นชิ้นเป็นอัน เห็นเนื้อเห็นหนังค่ะ หอมกระเทียมและพริกแห้งก็ผัดมาหอมๆ เลยค่ะ อร่อย แต่ค่อนข้างมันนิดนึงต้องระวังสำหรับที่คนที่กลัวเลี่ยนค่ะ เพราะฉะนั้นควรกินสลัดควบคู่ไปด้วยค่ะ



จานสุดท้ายแล้ว เห็นหน้าตาก็คงไม่ต้องบอกก็รู้กันอย่างแน่นอนว่าคือ "สปาเกตตี้คาโบนาล่า" สำหรับร้านนี้เข้มข้นมาก เราชอบระดับการลวกเส้นของทางร้านด้วยค่ะ คือสุกแบบไม่มากเกินไป อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน แต่ไม่เคยทำเองได้แบบนี้ จานนี้เข้มข้นทั้งครีมและเครื่องเทศค่ะ

สำหรับมื้อเที่ยงนี้ขอบอกว่าอิ่มมาก อร่อยมาก สมกับคำโฆษณาของเพื่อน ถ้าใครไปเชียงใหม่อยากให้ลองไปชิมกันด้วยตัวเองค่ะ แล้วจะรู้ว่าเราไม่ได้เว่อร์นะ หรือถ้าใครคิดเห็นยังไงก็ลองมาแชร์กันดูค่ะ แต่แนะนำให้ลองค่ะ



วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

จัดหนักอาหารพื้นเมืองที่คุ้มเวียงยอง

หลังจากเที่ยวกันทั้งวันจนหมดแรงเค้กเมื่อตอนสายๆแล้ว ก็ได้เวลาหาอาหารหลักมื้อบ่ายๆ ซะหน่อย ไหนๆ มาเที่ยวเชียงใหม่ทั้งทีก็ต้องขอลองอาหารพื้นเมืองกันบ้าง วิธีหาร้านอาหารของเราก็ไม่ยากค่ะ พึ่งอากู๋ (google) ตามความถนัด ลอง search หาจากรีวิวต่างๆ ที่มีคนเขียนไว้ ที่ไหนน่าลองก็ลองหาเส้นทางดู 

จนมาสรุปลงท้ายกันที่ร้าน "คุ้มเวียงยอง" ซึ่งจากรีวิวในเว็บต่างๆ แล้วน่าสนใจ ประกอบกับอยู่ในเส้นทางที่เราจะกลับเข้าเมืองพอดี ณ จุดๆ นี้ขอร้านที่ใกล้ๆ หน่อย เพราะหิวมากแล้ว หลังจากปีนป่าย ตากแดดกันมาทั้งวัน จนหมดพลังงานแล้ว 



ตอนแรกลืมถ่ายรูปหน้าร้าน พอกินเสร็จกำลังจะกลับเลยควักมือถือออกมาเก็บรูปได้เท่านี้ 555
ช่วงเวลาที่ไปก็เป็นช่วงบ่ายแก่ๆ ก้ำกึ่งระหว่างมื้อเที่ยงกับมื้อเย็น ในร้านเลยแทบจะไม่มีคนเลย มีแค่สองโต๊ะ บรรยากาศเลยเงียบๆ สบายๆ นั่งคุยกันชิลล์ๆ กินกันไปเรื่อยๆ 



ต่อไปก็มาดูเมนูอาหารทั้งหมดของเราในมื้อนี้กันเลยค่ะ
เริ่มด้วยจานแรก "ลาบปลา" รสชาติอร่อยแต่ไม่ได้เข้มข้นแบบลาบที่เคยกินในร้านอาหารอีสาน ไม่ค่อยได้กินข้าวคั่ว เนื้อปลาก็จะเป็นก้อนๆ (ไม่เหมือนลาบปลาดุกที่เคยกินแถวบ้าน) แต่โดยรวมแล้วอร่อยใช้ได้




มาต่อกันที่จานที่สองเลยค่ะ ได้แก่ "คั่วเห็ดถอบ" โชคดีว่าช่วงนี้เป็นฤดูของเห็ดถอบพอดีเลยมีโอกาสได้ชิมจานนี้ โดยส่วนตัวรู้สึกว่าจานนี้ให้รสชาติใกล้เคียงกับลาบที่เคยกิน รสสัมผัสของเห็ดถอบก็จะกรอบๆ หน่อย ให้ความรู้สึกกรุบๆ เวลาเคี้ยว ขอบอกว่าชอบมากค่ะ ถ้าใครมีโอกาสไปแนะนำให้ลองชิมเลยสำหรับเมนูนี้



จานต่อไป อาหารเหนือจานนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักอย่างแน่นอน นั่นก็คือ "แกงฮังเล" ถือว่าแกงเข้มข้นทีเดียวแต่รสไม่จัดมาก มีกลิ่นเครื่องเทศแต่ไม่ได้เข้มข้นมาก หมูสามชั้นนิ่มๆ กินได้เรื่อยๆ ค่ะ



มาดูจานถัดไปกันเลยค่ะ หน้าตาอาจคุ้นๆ แต่ชื่อแรกไม่คุ้นนะคะ จานนี้คือ "จิ๋นผัดไข่" ซึ่งก็เหมือนกับแหนมผัดไข่นั่นเอง ส่วนตัวชอบแหนมผัดไข่อยู่แล้วก็เลยชอบจานนี้ด้วย ผักที่ผัดมาด้วยช่วยให้รสกลมกล่อมทั้งหอมใหญ่ ทั้งพริกค่ะ ไข่ก็มาแบบเต็มปากเต็มคำดี



และแล้วก็มาถึงจานสุดท้าย ของมื้อนี้ ก็คือ "ผักเชียงดาผัดไข่" รู้สึกว่าผัดชนิดนี้เหมือนกับผักทางภาคใต้อีกชนิดหนึ่งก็คือผักเหลียง ผัดจะแข็งๆ หน่อย รสชาติออกมันๆ อร่อยค่ะ



อาหารทั้งหมดเรากินกับ "ข้าวเหนียวก่ำ" เหมือนข้าวเหนียวดำ เม็ดเรียวๆ จะออกหนึบๆ กว่าข้าวเหนียวขาวปกติ แต่ถ้าใครชอบข้าวเหนียวขาวมากกว่า ร้านนี้ก็มีให้เลือกได้นะคะ



เอาเป็นว่าโดยรวมแล้วชอบร้านนี้ค่ะ คือโดยส่วนตัวไม่ค่อยได้กินอาหารพื้นเมืองภาคเหนือบ่อยหนัก เลยไม่สามารถวิจารณ์เปรียบเทียบได้ว่าแต่ละจานควรจะรสชาติเป็นแบบไหน แต่ถ้าถามความเห็นส่วนตัวคือชอบ และจะแนะนำเพื่อนๆ ต่อ ถ้ามีโอกาสกลับไปเที่ยวเชียงใหม่ก็จะกลับไปกินซ้ำค่ะ ถ้าใครผ่านไปก็ลองแวะไปทานกันดูนะคะ



ถ้าใครลองไปชิมมาแล้วชอบเมนูไหนก็มาแบ่งปันกันได้นะคะ


สัมผัสธรรมชาติที่อุทยานแห่งชาติออบขาน @เชียงใหม่

เพราะช่วงนี้รู้สึกว่ามีเรื่องให้คิด ผนวกกับเบื่อๆ ชีวิตวุ่นวายในเมืองหลวง เลยวางแผนจะออกเดินทางไปเที่ยวที่ไหนสักที่ที่ไม่ไกลหนัก ไม่ลำบาก อยากไปแบบชิลล์ แล้วก็คิดได้ว่า ไม่ได้ไปเชียงใหม่นานแล้วนะ ติดต่อหาเพื่อนที่อยู่ที่นั่นเลยว่าช่วงที่เราจะไปว่างไหม ไปเที่ยวกัน (หาคนขับรถ)

จากนั้นแผนไปเที่ยวเชียงใหม่ 2 วัน 1 คืน ก็เกิดขึ้น พร้อมกับจุดมุ่งหมายในใจที่ว่า อยากไปสถานที่ที่ไม่เคยไป เป็นธรรมชาติหน่อย แต่เพื่อนบอกว่าขับรถไม่แข็ง ไม่เคยขึ้นเขา พอมีโจทย์ประมาณนี้ก็เริ่มค้นหาที่ท่องเที่ยว และมาลงเอ่ยที่ "อุทยานแห่งชาติออบขาน" เพราะดูแล้วจะเดินทางไม่ไกล ไม่ลำบาก ได้สัมผัสธรรมชาติ และอากาศร้อนๆ แบบนี้ คงไม่ค่อยมีคนไปเที่ยวอย่างแน่นอน

หลายคนอาจสงสัยว่า "ออบ" คืออะไร แล้วทำไมที่นี่ต้องชื่อ "ออบขาน" ตรงต้นทางของเส้นทางเดินสำรวจธรรมชาติที่อุทยานแห่งชาตินี้ก็มีป้ายอธิบายความหมายและที่มาที่ไปไว้ ดังนี้


ออบ - เป็นคำเมืองเหนือ หมายถึง ชะง่อนผาหรือโกรกธารที่เกิดจากการไหลกัดเซาะของกระแสน้ำมานาน
ขาน - มาจากธานน้ำแม่ขาน มีต้นกำเนิดเหนือดอยสุเทพ-ดอยปุยไหล



ที่หน้าทางเข้าอุทยานฯ จะมีป้ายให้เราจอดรถและลงไปลงชื่อเข้าอุทยาน ก็จอดรถลงไปกันสักนิดนึง แต่ไม่เสียค่าเข้าใดๆ ทั้งสิ้น ทางเข้าก็สะดวกมีที่จอดรถให้เรียบร้อย รู้สึกว่าจะมีที่จอดรถทางด้านบนด้วย แต่พวกเราจอดรถตั้งแต่ลานด้านหน้าก็เลยต้องเดินกันไกลหน่อย แต่ก็มีวิวเป็นธารน้ำให้ดื่มด่ำตลอดทาง






บริเวณหน้าที่ทำการมีป้ายบอกระยะทางเส้นทางเดินป่าของอุทยานฯ แห่งนี้อยู่ ถ้าจำไม่ผิด เหมือนจะมี ตั้งแต่ 50 m., 350 m., 1.5 km. และ 2 km. ไม่แน่ใจว่าสองระยะทางหลังต้องเริ่มเดินจากตรงไหน เพราะเส้นทางที่เราเดินไปกัน มันเดินไปได้ไม่ไกลแล้วก็กั้นไม่ให้ไปต่อได้แล้ว

ภาพด้านล่างคือวิวแรกที่เราเห็นเมื่อเดินไปถึงชะง่อนผาที่แรก น้ำดูไม่เยอะ และเห็นไกลๆ ก็ไม่จุใจสักเท่าไร




เลยต้องเดินกันขึ้นไปอีกสักหน่อย แต่ทางเดินเกลี่ยเรียบ เดินง่ายมากๆ มีบันไดให้เรียบร้อยด้วย เราใส่รองเท้าแตะเดินยังสบายเลย แต่ถ้าเพื่อความปลอดภัยใส่รองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าที่รัดกุมหน่อยมาก็ดีนะ



พอเดินไปสุดทางซึ่งถือว่าใกล้มากๆ ก็น่าจะ 350 ม. ตามป้าย เราก็รู้สึกว่ามันยังไม่พอ ยังไม่ได้เห็นออบใกล้ๆ เลย เพราะทางเดินก็อยู่ห่างจากผาหินพอสมควร ก็เลยลองมองหาทางที่จะเดินออกไปดูออบใกล้ๆ ได้ ก็เห็นโขดหินเรียงกันแบบที่เดินได้แน่ๆ แม้ว่าจะกลัวอันตราย เพราะคิดว่ามันเป็นการออกนอกเส้นทางหรือเปล่า แต่พอลองเดินไปก็พบว่ามันไม่ได้อันตราย หินเรียงตัวกันแบบที่ให้เราปีนป่ายออกไปไม่อยาก แล้วยังมีป้ายจุดศึกษาธรรมชาติตั้งอยู่ด้วย นั่นก็แสดงว่าเราไม่ได้ออกนอกเส้นทางหรือเสี่ยงอันตรายแน่ๆ เลยได้เห็นธารน้ำแบบชัดเจนหน่อย




ถึงน้ำจะไม่เยอะมาก แต่เสียงน้ำไหลผ่านซอกหินก็ดังมากทีเดียว โชคดีมากๆ ที่อากาศเป็นใจสุดๆ ฝนลงปรอยๆ นิดหน่อยก่อนจะหยุดไป จากนั้นก็มีแดดอ่อน  แต่อากาศก็ร้อนนะ ไม่ใช่เย็นสบาย
สำหรับป่าไม้ที่อุทยานฯ รู้สึกว่าจะเป็นป่าเบญจพรรณและไม้เต็งรังตามที่เห็นจากป้ายแนะนำระหว่างทางเดิน







ถ้าถามถึงออบ คิดว่ารูปด้านล่างนี้น่าจะตรงตามคำนิยามมากที่สุด และจากที่ดูร่องรอยของหินแล้ว ทำให้รู้ได้ชัดเจนมากว่านี่คือ ฤดูแล้งจริงๆ เพราะดูเหมือนว่าบางช่วงเวลา น้ำน่าจะสูงได้มากกว่านี้เป็นสิบเมตรจริงๆ นั่นก็คือ ช่วงนี้น้ำค่อนข้างน้อย




ปกติเป็นคนที่ชอบถ่ายรูปดอกไม้มากๆ เพราะฉะนั้นก็ต้องขอเก็บภาพดอกไม้เล็กๆ น้อยๆ จากอุทยานฯ ออบขาน มาฝากซะหน่อย ดอกไม้ที่ถ่ายได้ในทริปนี้ก็มีแค่ดอกหญ้ากับดอกไมยราบเท่านั้น








 รูปด้านล่างนี้คือ บริเวณลานกลางเต๊นท์ของอุทยาน โดยลานจะอยู่ทางด้านหน้าก่อนถึงเส้นทางเดินสำรวจธรรมชาติ และอยู่ฝั่งตรงข้ามต้องข้ามสะพานไม้สานไป ซึ่งสะพานก็ดูแข็งแรงดีแต่เวลาเดินก็มีแอบเสียวๆ นิดหน่อย (อาจจะเป็นความกลัวส่วนตัวของเราเอง 555)




ถ้าใครอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติม ลองเข้าไปดูในเว็บไซต์นี้  อุทยานแห่งชาติออบขาน
สำหรับเส้นทางไปนั้น ไม่ลำบาก ถนนค่อนข้างดีทีเดียว แต่ถ้าใครกลัวไปไม่ถูก เปิด google map ช่วยก็ไปได้ไม่ยากแน่นอนค่ะ

กลางแดดจ้าที่ แกรนแคนยอนเชียงใหม่

อีกที่หนึ่งที่เราได้ไปเที่ยวในทริปเชียงใหม่ครั้งนี้ก็คือ "แกรนแคนยอนเชียงใหม่" จริงๆ แล้วที่นี่ไม่ได้อยู่ในแผนเลยสักนิด แค่ขับรถหลงมาเท่านั้น แล้วเห็นคนจอดรถลงไป เลยต้องลงไปดูบ้าง แม้ว่าแดดจะร้อนขนาดไหนเราก็จะฝ่าไป




แกรนแคนยอนเชียงใหม่ หรือ บ่อดินเก่า (จาก google map) ตามที่หาข้อมูลมีคนบอกไว้ว่า เป็นบ่อดินเก่าที่เจ้าของที่ขุดหน้าดินออกไปขาย หลายคนอาจเคยได้ยินข่าวอาถรรพ์ที่นี่มาบ้าง แต่ถ้าเราไปเที่ยวอย่างระมัดระวังก็ไม่มีอะไรที่ต้องกังวลค่ะ

มาเที่ยวที่นี่ต้องเสียค่าเข้าคนละ 50 บาทนะคะ ตั๋วเข้าชมสามารถนำไปแลกเป็นน้ำเปล่า น้ำสมุนไพรได้ฟรี หรือนำไปเป็นส่วนลดสำหรับกาแฟต่างๆ ได้ 25 บาท (ถ้าจำไม่ผิดนะคะ)



แม้ว่าตอนที่เราไปจะแดดร้อนมาก แต่ก็มีคนแวะเที่ยวที่แกรนแคนยอนกันพอสมควรเลย มีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ คนไทยส่วนใหญ่จะแวะมาถ่ายรูปค่ะ ส่วนคนต่างชาติก็ลงเล่นน้ำกันเต็มเลย ตอนแรกที่เข้าไปเห็นรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นน้ำในบ่อเป็นสีฟ้าออกเขียว ไม่ค่อยเห็นทะเลสาบหรือบ่อน้ำสีแบบนี้ในไทย (หรือเราไม่ค่อยได้ไปไหน) เห็นแล้วคิดถึงทะเลสาบที่สวิตเซอร์แลนด์เลยค่ะ (อันนี้ไม่ได้เว่อร์นะ) แต่ถ่ายรูปมาเห็นไม่ค่อยชัด 555



แล้วจากที่เราบอกค่ะว่าฝรั่งมาเล่นน้ำที่นี่เยอะ คงเพราะอากาศร้อนด้วย โดดลงน้ำกันดังตู้มๆ ต่อเนื่องมาก ทำเราเสียวนิดหน่อย กลัวจะพลาดได้โดดลงไปบ้าง



ส่วนแพที่ลอยอยู่กลางน้ำ คิดว่าน่าจะทำไว้ให้สำหรับคนที่ลงไปเล่นน้ำได้พักเหนื่อย นอนอาบแดดกันค่ะ



ส่วนถ้าใครอยากลงเล่นน้ำแบบไม่ต้องโดดลง ด้านข้างๆ ก็มีทางลาดให้ค่อยๆ เดินลงไปได้เหมือนกันนะคะ




เห็นรูปมุมไกลๆ ไปแล้วถ้าอยากออกไปยืนตรงกลางๆ เราก็เดินออกไปตามสันดินได้นะคะ แต่ทางเดินค่อนข้างแคบแค่ประมาณเดินสวนกันได้ เพราะฉะนั้นเวลาเดินเข้า-ออกก็ใจเย็นๆ กันหน่อยนะคะ เห็นใครถ่ายรูป ก็รอหน่อย อย่าพยายามเบียดออกไป ถ้าพลาดตกไปอาจเป็นอันตรายได้ค่ะ






มีสันดินอีกฝั่งที่เราสามารถเดินไปได้ แต่ทางไปจะลำบากนิดนึง เพราะเป็นทางเดินแคบๆ ระหว่างสถานที่ที่เขากำลังสร้างบ้านหรือร้านค้าสักอย่างอยู่ เดินไปก็ต้องระวังๆ กันหน่อยค่ะ





ได้เห็นวิวสะท้อนลงผิวน้ำอย่างสวยงามเลยค่ะ เพราะน้ำใสมาก และแดดแรงมากจริงๆ 

แต่ถึงอากาศจะร้อนมาก แดดเปรี้ยง แต่การได้มาเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศในที่แปลกๆ ที่ไม่เคยเห็น ไม่เคยมาเที่ยว หรือจะหลงมาแบบบังเอิญสุดๆ แบบพวกเรา แต่มันก็สนุกไปอีกแบบหนึ่งนะคะ ยังไงถ้าใครมีเวลาว่างก็ลองแวะไปเที่ยวกันนะคะ